รุ่งอรุณของการรักษามะเร็งตับ

รุ่งอรุณของการรักษามะเร็งตับ

รุ่งอรุณของการรักษามะเร็งตับ

ภาพเหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่ผู้ป่วยผอมโซ ท้องโต มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ตรวจร่างกาย คลำตับ ตรวจเลือดสองสามอย่างแล้วบอกกับญาติว่าเป็นมะเร็งตับ ให้ทำใจคงอยู่ไม่ได้เกิน 3 เดือน เป็นภาพเหตุการณ์ที่พวกแพทย์รุ่นใหญ่ถึงกลางหลายคนได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์แบบนี้กันมาพอสมควร จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกที่ได้ทบทวนสถานการณ์การต่อสู้กับมะเร็งประเภทต่างๆ ทั่วโลกในช่วงก่อนปี 2000 ยังไม่พบข่าวดีเกี่ยวกับผลการรักษามะเร็งตับเท่าใดนัก มะเร็งตับยังคงเป็นมะเร็งที่น่ากลัวกว่ามะเร็งชนิดใดๆ หากให้เลือกว่าต้องเป็นมะเร็งชนิดใด มะเร็งตับจะเป็นมะเร็งตัวสุดท้ายที่หมอด้านมะเร็งจะเลือก
 

          สถานการณ์ของโรคมะเร็งตับทั่วโลกกลับน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิด B และ C โดยเฉพาะกรณีของไวรัส C ที่มีการติดต่อได้ง่ายมาก ทำให้ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบสองชนิดนี้อยู่ในตัวมาระยะหนึ่งซึ่งอาจมากกว่า 20 ปี มีโอกาสที่จะโชคร้ายที่ตับจะกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับได้
 นพ. ธีรวุฒิ ดูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะร็งแห่งชาติ และในฐานะศัลยแพทย์ด้านมะเร็งได้ให้สัมภาษณ์เมื่อการประชุมวิชาการมะเร็งแห่งชาติปี 2550 ว่า “ขณะนี้มะเร็งตับได้กลายเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากที่สุด” จากเดิมที่เราเข้าใจว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ

           ผู้ป่วยมะเร็งตับมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว บางครั้งก้อนมะเร็งอาจมีขนาดโตกว่า 16 เซนติเมตร หรือมีขนาดโตกว่าส้มโอผลใหญ่ๆ บางครั้งก็มีการลุกลามภายในช่องท้อง กัดกินเส้นเลือดดำ หรือกระจายไปยังปอดแล้ว
 รศ.พญ. วโรชา มหาชัย อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ ได้ให้ความเห็นว่าโอกาสที่จะสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งตับได้ คือ ประชาชนต้องตระหนักถึงโอกาสที่จะสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งตับได้ และหากเมื่อทราบว่าเป็นแล้ว จำเป็นต้องตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอและตรวจตับด้วยอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน ซึ่งจะทำให้เราสามารถตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มแรก และอาจนำไปสู่โอกาสหายหรือมีชีวิตรอดจากโรคมะเร็งภายหลังการรักษาได้
 การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับทำได้โดยไม่ยาก หากแต่การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นนั้นสำคัญกว่า เราอาจตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ AFP เพื่อวินิจฉัยมะเร็งตับร่วมกับการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้วิธีพิสูจน์ชิ้นเนื้อ (Biopsy) ด้วยการใช้เข็มขนาดเล็ก
 การรักษาที่ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่สามารถมีชีวิตรอดได้ภายหลังการผ่าตัด และเป็นที่น่าเสียดายที่มีข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะตับแข็ง ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้ตับส่วนที่เหลือไม่สามารถทำงานได้ภายหลังการผ่าตัดก้อนเนื้อไปแล้ว การเปลี่ยนตับ (Liver transplantation) เป็นทางออกทางหนึ่งสำหรับการผ่าตัด แต่ในประเทศไทยเองยังต้องอาศัยประสบการณ์การรักษาที่มากขึ้น อีกทั้งจะทำอย่างไรที่จะมีตับที่ได้รับการบริจาคที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนตับได้

           การรักษาโดยวิธีที่ไม่ตัดเนื้อตับ แต่ใช้ความร้อนทำลายเนื้อมะเร็งด้วยเข็มความร้อน (RF) เป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาทดแทนการผ่าตัดใน 5 ปีที่ผ่านมา รศ.นพ. คมกริช ฐานิสโร รังสีแพทย์ ได้กล่าวถึงข้อดีของการใช้วิธีการนี้ว่า “เป็นการรักษาที่ก้อนมะเร็งโดยตรง โดยมีการทำลายเนื้อตับปกติน้อยที่สุด อาศัยความแม่นยำของการใช้อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นตัวนำทาง โดยผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบ และมีเพียงแผลเล็กๆ บริเวณช่องท้องเท่านั้น” จากการศึกษาทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และในเอเชียพบว่า วิธีการนี้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมการผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยอยู่รอดได้เท่ากัน ในขณะที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาต่ำมาก อย่างไรก็ตามเรายังไม่สามารถใช้วิธี RF ในมะเร็งตับที่มีขนาดโตกว่า 5 เซนติเมตรได้ดีนัก
 ผู้ป่วยในประเทศไทยและประเทศส่วนใหญ่ในโลก มักจะมีมะเร็งตับที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่จะใช้วิธีการที่กล่าวมาทั้งหมด การรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะใช้วิธีที่เรียกว่า TOCE ซึ่งเป็นการรักษาโดยการสอดท่อขนาดเล็กมากๆ ผ่านหลอดเลือดแดงเข้าไปในตับโดยไม่ต้องผ่าตัด และให้ยารักษาก้อนมะเร็งที่ตับเพื่อทำให้ก้อนเหี่ยวเล็กลง

           อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ว่าการรักษาใดๆ ก็ไม่อาจช่วยให้ผู้ป่วยอยู่รอดหรือกระทั่งอยู่ได้นานขึ้นได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ป่วยเมื่อ 10-20 ปีก่อนที่แพทย์บอกให้ครอบครัวพากลับบ้านไปทำใจ ปัจจุบันมีการศึกษาถึงยาตัวใหม่ๆ ที่อาจนำมาใช้รักษามะเร็งตับระยะท้ายๆ หรือใช้รักษาร่วมกับวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น นพ. สุรชาติ จักร์ภีศิริสุข ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ในฐานะอายุรแพทย์ด้านมะเร็งได้ให้คำจำกัดความของยาในกลุ่มนี้ว่า “รุ่งอรุณของการรักษามะเร็งตับ” นั้นหมายถึง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีขึ้นอีกมากในกระบวนการการรักษาโรคมะเร็งตับนั่นเอง

 

บทความโดย รศ.นพ. คมกริช ฐานิสโร
แหล่งอ้างอิง -
 
© Copyright by www.LoveLiver.net , All rights reserved.