ทางเลือกและความหวังในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเข็ม RF

ทางเลือกและความหวังในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเข็ม RF

ทางเลือกและความหวังในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเข็ม RF

มะเร็งตับและมะเร็งปอดยังคงเป็นมหันตภัยร้าย สำหรับชีวิตคนไทยในปัจจุบัน ยังไม่รวมถึงมะเร็งที่อื่นๆ ที่มีการกระจายมาที่ตับหรือปอดแล้วนั้น ยิ่งทำให้โอกาสในการได้รับการรักษาของผู้ป่วยน้อยลงไปทุกที ซึ่งทั่วโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน มีผู้ป่วยเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้สูญเสียโอกาสนั้นไป อาจเพราะ เป็นในระยะมากเกินกว่าการผ่าตัดจะได้ผลดี หรือ เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อมต่อการผ่าตัด โชคดีที่วงการแพทย์ในระยะ 20 ปี ที่ผ่านมาได้พัฒนาเครื่องมือที่เข้ามาช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก เช่น การฉายแสง การให้เคมีบำบัด หรือ การรักษาด้วยยาก็ตาม

 

   

องศาสตราจารย์นายแพทย์คมกริช  ฐานิสโร กล่าวว่า ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามอย่างมากในการพัฒนาการรักษาที่ให้ผลใกล้เคียงกับการผ่าตัดโดยใช้วิธีไม่ผ่าตัด หนึ่งในวิธีนั้นคือ การรักษาผ่านผิวหนังด้วยการสอดเข็ม โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น อัลตร้าซาวน์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในการนำทาง ซึ่งเมื่อปลายเข็มอยู่ในตัวก้อนภายในอวัยวะที่จะทำการรักษาแล้ว แพทย์จะสามารถทำการรักษาด้วยวิธีอีกหลายวิธี

พลังงานคลื่น RF (Radiodofrequency) เป็นพลังงานที่สามารถส่งความร้อนผ่านปลายเข็มให้กระจายออกในลักษณะรูปทรงต่างๆ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการตายของเซลล์มะเร็งอย่างถาวร ให้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกได้ การใช้เข็ม RF ในการรักษาปัจจุบันใช้กับก้อนเนื้องอกที่ตับ ขนาดไม่เกิน 4 ซม. และมีจำนวนไม่เกิน 4 ก้อน รวมทั้งใช้กับก้อนเนื้อที่ปอดที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเรายังสามารถใช้วิธีการนี้ในการรักษาก้อนเนื้อที่ไต ต่อมหมวกไต และกระดูกได้เช่นเดียวกัน

รศ.นพ. คมกริช   ฐานิสโร กล่าวต่อว่า  ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี RF คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ แต่ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่หรือยานอนหลับ ภายหลังการรักษาจะมีเพียงแผลขนาดเล็กๆ หรืออาจไม่เห็นรอยแผลเป็นเลยในอนาคต  ใช้เวลาในพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน และสามารถกลับไปทำกิจกรรม หรือทำงานได้ตามปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว             โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำมากเมื่อเทียบกับการผ่าตัด ทั้งนี้เพราะนอกจากจะลดโอกาสเสี่ยงในการดมยาสลบแล้ว โอกาสในการเสียเลือดหรือการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายก็เกิดขึ้นน้อยมาก

ในกรณีการรักษาที่ตับ  โอกาสในการตกเลือดในช่องท้องเกิดได้เพียงร้อยละ 3  แต่ส่วนใหญ่จะหยุดได้เอง ในกรณีการรักษาที่ปอดมีโอกาสเกิดลมรั่ว ในเยื่อหุ้มปอดได้ประมาณร้อยละ 10 ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการสอดท่อระบายลม โดยทั่วไปการรักษาจะทำเพียงครั้งเดียว มีบางรายอาจต้องมีการทำซ้ำในครั้งที่สองเพื่อให้ก้อนเนื้อตายอย่างสมบูรณ์  ผลการรักษาในก้อนเนื้อที่ตับให้ผลใกล้เคียงกับการผ่าตัด  ในขณะที่ภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่ามาก ส่วนการรักษาที่ปอดเมื่อทำร่วมกับการรักษาอื่นๆ เช่น การฉายแสง และการให้เคมีบำบัด จะให้ผลการรักษาที่ดีมากเช่นเดียวกัน นับว่าเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกทางเลือกหนึ่ง ที่เป็นความหวังในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง

บทความโดย นายแพทย์คมกริช ฐานิสโร
แหล่งอ้างอิง
 
© Copyright by www.LoveLiver.net , All rights reserved.